เรื่องเล่าหลังเส้นชัยของนักวิ่งแนวหน้า กับมุมที่สวยงามหลังการแข่งขัน

หากกล่าวถึงนักวิ่งแนวหน้าในงานแข่งขัน หลายคนจะนึกถึงการแข่งขัน การขับเคี่ยว รีดเค้นร่างกาย ระเบิดผลลัพธ์แห่งการฝึกซ้อมอย่างหนักแรมปี เพื่อที่จะได้ย่นเวลาการเข้าเส้นชัยให้มากกว่าคู่แข่ง แม้สักเสี้ยววินาทีเดียวก็ยังดี

นี่เป็นสิ่งที่อยู่ในหัวของผู้เขียนเองเช่นกัน ในขณะที่เราเป็นนักวิ่งแนวหลัง วิ่งออกกำลังกาย ช้าๆ ชิวๆ เวลาพวกเราเห็นการขับเคี่ยวของเหล่า elite ที่วิ่งสวนมาหลังจากกลับตัว เป็นภาพที่ชวนตื่นเต้น

หลังจากเข้าเส้นชัยเราก็จะเห็นภาพของนักวิ่งระดับท็อปในงาน ห้อยป้ายอันดับรวมกลุ่มกันเพื่อรอรับถ้วยรวงวัลบนเวที เป็นรางวัลที่บอกเล่าความสำเร็จของวันคืนแห่งการฝึกซ้อม และการวางแผนอย่างดีเยี่ยม

 

หลังเส้นชัยของแนวหน้ามีเรื่องราวน่าสนใจ

ในอีกมุมหนึ่งหลังจากที่ตัวผู้เขียนได้ฝึกซ้อมอย่างหนัก จนมีโอกาสสัมผัสบรรยากาศการพูดคุยหลังเส้นชัยของผู้ที่ได้รับป้ายอันดับหลายต่อหลายครั้ง

ทำให้ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน และผมก็โคตรชอบมันเลย

หลังจากที่คุณพอทราบว่าตัวเองได้อันดับในการรับถ้วยของงานที่คุณวิ่ง คุณจะต้องไปลงชื่อเพื่อรายงานตัว จากนั้นคุณก็จะเตร็ดเตร่หาของกินอยู่สักแว้บนึง แล้วก็ต้องมาในจุดหน้าเวทีเพื่อรอรับรางวัล งานวิ่งส่วนใหญ่จะจัดการในลักษณะนี้

ในจุดที่เหล่านักวิ่งห้อยป้ายอันดับมาอยู่รวมกัน เราจะพบกับนักวิ่งหลากหลายรุ่นอายุ ถ้าเป็นนักวิ่งแนวหน้ามือเก๋าก็จะคุ้นเคยหน้าตากันบ้างอยู่แล้ว สำหรับนักวิ่งที่เพิ่งรับถ้วย 1-2 ปีแรก ยังไม่รู้จักใครเลยครับ

การรอประกาศรางวัลนั้นใช้เวลานาน 30-90 นาทีแล้วแต่การจัดการของผู้จัดงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะค่อนข้างใช้เวลานาน ทำให้ตรงนั้นมักจะเกิดบทสนทนาที่ทักทายกันเบาๆ ระหว่างนักวิ่งด้วยกัน

ก่อนเลื่อนลงไปอ่าน ลองทายกันซิครับ

ว่าตรงนั้นเค้าคุยเรื่องอะไรกัน ทักทายกันอย่างไร เปิดประเด็นด้วยคำถามอะไร?

ถึงแม้ว่าการแข่งขันในเส้นทางวิ่งจะขับเคี่ยวกันหน้าเส้นชัย กวาดสายตามองหาคู่แข่ง วิ่งตามแล้วหาโอกาสแซง แต่หลังจากเข้าเส้นชัยนั้น ทุกอย่างเรียบง่ายมากเลยครับ


 

ความนอบน้อมที่ยิ่งใหญ่

มีอยู่สองสิ่งที่ถูกสังเกตได้ง่ายคือรุ่นอายุที่อยู่บนหมายเลข BIB และป้ายอันดับที่คล้องอยู่บนคอ นักวิ่งที่รุ่นอันดับใกล้เคียงกันมักจะมองหารุ่นอายุเดียวกัน แล้วจับกลุ่มอยู่บริเวณเดียวกัน เพราะต้องรับถ้วยรางวัลพร้อมกัน

 

ครั้งหนึ่งที่ผมไปวิ่งที่จังหวัดนครสวรรค์ หลังจากเข้าเส้นชัย ทราบอันดับตัวเอง หาของกินกรุบกริบ แล้วก็เข้ามารอที่บริเวณหน้าเวที ได้พบเจอกับนักวิ่งแนวหน้าอีกหลายท่านที่มายืนรอพร้อมกัน

การพูดคุยเริ่มจากการยกมือไหว้คู่สนทนา โดยไม่ได้สนใจว่าใครจะอายุมากกว่าใครหรอกครับ แต่เป็นการทักทายกันด้วยความน้อบน้อมแบบไทยๆ

“สวัสดีครับพี่ ผมชื่อชัยนะครับ วันนี้อากาศเย็นดีเนอะ เข้าด้วยเวลาเท่าไรครับเนี่ย”
“ทานอะไรมาหรือยังครับ อย่าลืมไปทานข้าวมันไก่เจ้านี้นะ ร้านดังของที่นี่เลย”

จากนั้นเราจะถามไถ่กันเรื่องเวลา บรรกาศในสนาม ความคิดเห็นในการจัดงาน เมื่อทราบว่าเรามาเที่ยวที่นี่ครั้งแรก ก็แนะนำร้านอร่อยในย่านนั้นด้วยครับ

จากสองคนนั่งคุยกัน สักพักเริ่มมีท่านอื่นเข้ามาแจม กลายเป็นวงสนทนา 5-6 คนที่พูดคุยกันอย่างออกรสในหลายเรื่อง

บทสนทนาหน้าเส้นชัยนั้นสนุก อบอุ่น และไม่เครียดเลย ทุกคนเหมือนรู้จักกันมาแล้วหลายปี

และถึงแม้ผมเองจะเป็นคนที่พูดไม่เก่ง มาจากจังหวัดอื่นคนเดียว ไม่มีชมรม ไม่เคยรู้จักใครมาก่อน แต่ก็ได้มาอยู่ในวงสนทนาอย่างเป็นกันเองมากกับนักวิ่งแนวหน้าเจ้าถิ่น

แทบไม่น่าเชื่อเลยเนอะ ว่าไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ พวกเรารีดเค้นกันอย่างสุดขีดในเส้นทางวิ่งอยู่เลย

 

มีครั้งหนึ่งที่ผมนั่งแทกซี่คนเดียวไปแข่งที่สวนพุทธมณฑล หลังจากได้คุยกับเพื่อนนักวิ่งที่จุดรอรับรางวัล ถามไถ่กันไปมา เป็นคนที่ไหน มากับใคร เดินทางมาอย่างไร

หลังจากที่เค้าทราบว่าผมเดินทางด้วยรถสาธารณะมาคนเดียว และทางไม่ไกลกันมาก พี่เค้าอาสาไปส่งด้วยความเต็มใจทั้งที่เพิ่งได้รู้จักกันเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

อันตัวผมเองเกรงใจพี่เขามากจริงๆ จึงตอบปฏิเสธพร้อมคำขอบคุณไป แต่ถึงอย่างไรก็เป็นมิตรภาพที่เบิกบานในใจของเราทั้งคู่แล้ว

บางทีบทสนทนาของพวกเราสนุกจนเวลาผ่านไปเร็ว เรียกว่าแทบจะลืมไปเลยว่ากำลังนั่งรอรับถ้วยรางวัลเป็นเวลาเกือบชั่วโมงแล้ว

บรรยากาศการรอรับรางวัล มักเป็นลักษณะนี้เสมอ

 

การแข่งขันที่จบไปแล้ว

ในมุมของคนอื่นอาจจะคิดว่าหน้าเส้นชัยมีแต่การแข่งขัน การขับเคี่ยวที่ไม่มีใครยอมใคร การชิงชัยในสนามเพื่อที่จะรับถ้วยในอันดับที่สูงขึ้นไป

สิ่งที่บอกได้เลยตรงนี้ว่า ถึงแม้เราจะขับเคี่ยวกันในระยะก่อนถึงเส้นชัย แต่ไม่ได้มีนักวิ่งท่านใดข่มตน ฉันเก่งกว่า เธอเก่งกว่า นักกีฬาแนวหน้าทุกคนล้วนมีความอ้อนน้อมและสปิริตสูง

เราต่างก็รู้ดีว่าพวกเรานั้นผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนัก ต้องอดทน ต้องมีวินัย ที่แม้แต่คนรอบตัวนักวิ่งเองอาจไม่เข้าใจว่าเราทำสิ่งนี้กันไปเพื่ออะไร มันอาจเป็นความบ้าบอที่เกินคำว่าสุขภาพไปแล้ว

แต่พวกเราเองนี่แหละ ที่เข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้งมากกว่าใคร

 

Shopping Cart
There are no products in the cart!
Subtotal
฿
Total
฿
Continue Shopping
0