เส้นทางสู่ Boston Marathon กับโยธิน ผู้ก่อตั้งเพจ ‘ม้าไทยไปบอสตัน’

Boston Marathon สนามวิ่งมาราธอนที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดสนามหนึ่งของโลก เป็นงานวิ่งที่พวกเรามุมานะอยากจะไปสัมผัสกันสักครั้ง แต่เราก็รู้กันดีว่า…ไม่ง่าย

อย่างที่ทราบกันว่านักวิ่งปุถุชนอย่างพวกเรา ถ้าอยากจะสมัครวิ่งในงานนี้ ต้องทำเวลาวิ่งมาราธอนให้ได้ภายใต้เงื่อนไขของ Boston Marathon Qualify ซึ่งยากในระดับที่หลายคนบอกว่า

ชาตินี้ชั้นก็ทำไม่ได้…

อย่างผู้เขียนเอง ตอนนี้อายุ 29 ปี ต้องวิ่งระยะ 42.195km ในสนามที่ได้มาตรฐานด้วยเวลาต่ำกว่า 3:00 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า ต้องวิ่งด้วย pace ประมาณ 4.15 ตลอดระยะทางนั่นเอง

สามารถอ่านเกณฑ์แต่ละรุ่นอายุได้ที่ : baa.org


กระนั้นเอง ก็ยังมีนักวิ่งอีกหลายท่านที่มีหมุดหมายการวิ่งเป็น Boston Marathon Qualify ในชีวิตนักวิ่งนี้ อยากจะวิ่งให้ได้เวลานี้สักครั้ง

พยายามฝึกซ้อม ลับฝีเท้าให้คม เพื่อที่จะได้บอกว่า ฉันเองก็เป็นนักวิ่งที่มีสถิติการวิ่งระดับที่ผ่าน qualify ของงานระดับโลกได้

ครั้งนี้เรามีโอกาสได้คุยกับคุณโยธิน แอดมินเพจ ‘ม้าไทยไปบอสตัน’ หนึ่งในนักวิ่งฝีเท้าเลิศที่คว้าตั๋วไปบอสตันมาได้เรียบร้อยแล้ว

รู้จักกับคุณโย-โยธิน หวังกิตติกาล

สวัสดีครับ ผมโยธิน หวังกิตติกาล ปัจจุบันประกอบธุรกิจส่วนตัว เปิดร้านจำหน่ายเครื่องเขียน, เครื่องดนตรี และอุปกรณ์กีฬา เป็นแอดมินเพจม้าไทยไปบอสตัน

สถิติการวิ่ง (PB) ปัจจุบันอยู่ที่

  • 42km : 3.04 ชั่วโมง
  • 21km : 1.26 ชั่วโมง
  • 10km : 40 นาที

สิ่งที่เพจม้าไทยไปบอสตันบอกเล่าให้กับเพื่อนนักวิ่ง

ม้าไทยไปบอสตัน เป็นกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้น จากการที่เรารู้จักกับเพื่อนฝูงในวงการนักวิ่งที่กำลังจะไปบอสตันมาราธอน

เราอยากที่จะส่งต่อแรงบัลดาลใจให้คนที่มีเป้าหมายว่าอยากไปวิ่งในงานบอสตัน ช่วยให้ความรู้และผลักดันให้เพื่อนๆ ที่กำลังจะเป็นม้าในรุ่นต่อๆ ไปของคนไทย

พวกเรามีความฝันว่า เราอยากเห็นคนไทยไปวิ่งบอสตันมาราธอนให้ได้จำนวนมากที่สุดในอาเซียน

 

ทำไมนักวิ่งหลายคนอยากได้ Boston Marathon Qualify

บอสตันมาราธอนเนี่ย มันเป็นความฝันของนักวิ่งมาราธอนทุกคนที่ต้องการจะไปอยู่แล้ว เพราะเป็นงานวิ่งมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จัดมาแล้ว 123 ครั้ง และครั้งนี้เป็นประวัติศาสตร์เลย ครั้งที่ 124 หรือที่พวกเราเรียกกันขำๆ ว่า ครั้งที่ COVID-19

นักวิ่งที่ผ่าน qualify ก็จะมีความภูมิใจว่าเราสามารถที่จะผ่านเกณฑ์เวลาได้ แสดงว่าเราก็มีความสามารถระดับหนึ่ง ซึ่งการจะไปเก็บยูนิคอร์นเนี่ย มันก็มีคุณค่าทางจิตใจอย่างมากสำหรับนักวิ่ง

อีกเหตุผลหนึ่งคือเราสามารถไปวิ่งในงาน major ของโลกได้ โดยที่ไม่ต้องไปลุ้นจับฉลาก แต่ใช้ความสามารถของเราแทน

 

แรงบัลดาลใจของคุณโย ตั้งแต่เริ่มต้นจนคว้าตั๋วไป Boston ได้สำเร็จ

เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ผมเริ่มจากวิ่งเพื่อที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยมีเป้าหมายเป็นระยะมาราธอน ตอนนั้นหนักเกือบ 90 กิโลกรัม

หลังจากพอพิชิตมาราธอนได้สำหรับ เราก็ผอมลง น้ำหนักลดลง รูปร่างดีขึ้นตามที่เราตั้งใจเอาไว้ และหลังจากที่พัฒนาศักยภาพร่างกาย ฝึกซ้อมอย่างมีแบบแผน จนสามารถทำเวลา sub4 ได้สำเร็จ โดยการวิ่งในหมู่บ้าน

ในช่วงนั้นผมเองไม่ค่อยมีเพื่อนนักวิ่ง รวมทั้งยังไม่ค่อยเห็นคนรอบตัวไปวิ่งต่างประเทศสักเท่าไร

มีอยู่วันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้สนทนากับน้องในร้านกาแฟที่เป็นนักวิ่งเหมือนกัน เค้าถามผมว่า ‘พี่โยรู้จักบอสตันมาราธอนไหม เป็นงานวิ่งมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ใครๆ ก็ไปได้นะ’

หลังจากที่ได้ยินคำว่า ใครๆ ก็ไปได้ ผมเริ่มสนใจ…

 

ตอนนั้นที่ผมเพิ่งได้เวลา sub4 มา รีบกลับบ้านไปดูเวลาที่ผ่านใช้ในการ qualify รุ่นอายุของผมตอนนั้นคือเวลา 3.45 ชั่วโมง (ซึ่งตอนนั้ผมดูผิดนะครับ ไปดูเวลาของผู้หญิง แป่ว…)

ผมสนใจที่จะทำ qualify ให้ได้ โดยคิดว่าลดเวลาลงมาอีก 15 นาที ซึ่งไม่มาก คิดว่าน่าจะทำได้

หลังจากพอซ้อมไปสักระยะ มาทราบเวลาของผู้ชายรุ่นตัวเองว่าต้องวิ่งในเวลา 3.10 ชั่วโมง ซึ่งห่างจากเวลาที่คาดไปเยอะมาก เลยค่อยๆ เก็บประสบการณ์ไปก่อน

 

ในช่วงนั้นเอง เราสนุกกับการวิ่ง ผมเริ่มขยับไปวิ่งอัลตรา บางแสน 100 , วิ่งงานสวนพฤกษ์ 10 ชั่วโมง, วิ่งเทรล สนใจประสบการณ์จากงานวิ่งที่หลากหลาย

จนกลับมาตัดสินใจจริงๆ ว่าอยากได้ qualify จึงเริ่มตั้งเป้าที่งาน bangsaen42 ปี 2017  โดยตั้งใจซ้อมอย่างมีแบบแผนสำหรับเวลา qualify โดยเฉพาะ

 

แต่ความฝันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ณ จุดปล่อยตัว bangsaen42 ที่เวลา 3.00 น. อุณหภูมิอยู่ที่ 34 องศาเซลเซียส บวกกับความอึดอัดในจุดปล่อยตัว ที่ทำให้แค่ยืนเฉยๆ เพื่อรอสัญญาณปล่อยตัว ก็เหงื่อชุ่มเสื้อกันแล้ว

ตอนนั้นทำเวลาไปได้ 3.39 ชั่วโมง ถึงแม้จะได้ถ้วยรางวัลในงาน แต่เวลาที่ทำได้นั้น ยังห่างไกลจากเป้าหมายเหลือเกิน

 

ไม่กี่เดือนถัดมาในปี 2018 ผมตั้งใจจะไปเก็บ qualify ที่งานจอมบึงมาราธอน แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก

ช่วงก่อนเวลาแข่งไม่นาน ตรวจพบว่าเป็นเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ B ทำให้ต้องยกเลิกการแข่ง ซ้ำยังต้องหยุดพักไปเกือบ 1 เดือน ร่างกายก็ดรอปไป ใช้เวลาฟื้นฟูความฟิตใหม่อีก

 

ความเจ็บใจนี้ถูกเก็บเอาไว้ในอก จนได้มาระเบิดฝีเท้าแห่งความมุมานะในงานจอมบึงมาราธอน 2019 ในปีถัดมา ทำเวลาไปได้ 3.04 ชั่วโมง ได้ตั๋วไปบอสตันอย่างไร้ข้อกังขา

 

4 เดือนแห่งการเตรียมตัว และการฝึกซ้อม

พอเราตั้งใจว่าจะไปแล้วเนี่ย เราคุยให้เคลียร์ตัวเอง แล้วก็เซ็ตตารางในการฝึกซ้อม ตลอด 4 เดือนก่อนแข่งในงานจอมบึง จะไม่ลงสนามที่ไหนเลย

ผมมีตารางซ้อมนี้ที่ผมได้มาจากโค้ชท่านหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม เป็นตารางซ้อมสำหรับการทำ qualify โดยเฉพาะ ทำให้ทราบเลยว่าการซ้อมที่เป็นระบบ มันทำให้เราไม่เค้นร่างกายเราจนเกินไป แต่ได้ประสิทธิภาพที่สูง

 

ตารางนี้แบ่งการซ้อมในแต่ละเดือน อย่างการซ้อมยาวแต่ละเดือนก็ไม่เหมือนกัน มีทั้ง long run แบบ tempo แล้วก็ long run แบบปกติ

โดย tempo ก็เป็น pace ที่ตำกว่า pace มาราธอนอยู่ ประมาณ 15 วินาที แล้วก็มี long run ที่ซ้อมแบบ negative run วิ่งช้าในช่วงออกตัว แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วในกิโลเมตรหลัง

ส่วน interval ไม่ค่อยเน้นมาก ส่วนใหญ่จะไปเน้นเป็น tempo

ตารางเดือนแรกจะเน้นเรื่องเวทเทรนนิ่ง เน้นการ recovery ร่างกาย เน้น endurance เพื่อให้ร่างกายมีความทนทาน ส่วน speed work จะไปเน้นช่วงเดือนก่อนที่จะ taper ประมาณเดือน 3 โดยใช้เวลา taper ประมาณ 3 สัปดาห์

ในหนึ่งเดือนมีระยะการซ้อมกว่า 300 กิโลเมตร

ตารางที่ผมได้มาเนี่ย ทำให้ผมรู้สึกเลยว่า การซ้อมที่ดีไม่ใช่การโหมซ้อมที่มากจนเกินไปหรือหนักจนเกินไป แต่ควรซ้อมอย่างมีแบบแผนเพื่อได้ประสิทธิภาพเต็มที่

 

การแบ่งเวลาฝึกซ้อม

ตั๋วไปบอสตันไม่ได้มาฟรีๆ ช่วงที่ผมตัดสินใจว่าจะไปบอสตัน คุณพ่อผมป่วย ท่านอ่อนแรงครึ่งตัว เราก็ต้องดูผลคุณพ่อและก็ดูแลกิจการ ดูแลครอบครัว แต่เราก็เลือกที่จะจัดเวลา เพราะเราก็อุตส่าห์สะสมความแข็งแรงของร่างกายมา

ถ้าไม่ได้เป็นครั้งนี้ ก็อีกนานกว่าจะได้ไป ก็เลยขอเวลาครอบครัว แล้วก็ฝึกซ้อม ภรรยาก็เข้าใจนะ แต่ญาติๆ กับพี่น้องเค้าก็เป็นห่วง กลัวว่าเราใช้ร่างกายมากเกินไป

เราต้องแบ่งเวลาในชีวิต อย่างช่วงเวลาที่เราซ้อม ก็เป็นเวลาที่คนอื่นเค้านอนหลับอยู่ ผมตื่นเช้าเวลา 4.00น. แล้วเริ่มฝึกซ้อม

 

สนามที่แนะนำสำหรับการทำเวลา Boston Marathon Qualify

ผมเองเลือกจอมบึงมาราธอน เพราะเป็นสนามที่สภาพอากาศค่อนข้างคาดเดาง่าย ไม่เปลี่ยนแปลงมาก ถึงจะร้อนก็ไม่เกิน 24 องศา เทียบกับสนามอื่นอย่างบุรีรัมย์ก็มีปีที่อากาศร้อน

 

สนามที่ขอนแก่นก็อากาศดี แต่จะมีช่วงหนึ่งที่ทำเวลาได้ยาก หากเราวิ่งไม่เร็วพอจะมีไปชนกับกลุ่มนักวิ่ง 5km และ 10km ในช่วงท้ายก่อนเข้าเส้ยชัย ส่วนนี้จะทำให้โดนเบรก มันก็เป็นปัญหา เป็นอุปสรรคที่หลายคนไม่คาดคิด

น้องต้นหนึ่งในม้าไทย เค้าก็เจอปัญหาตรงนี้เหมือนกัน ทำให้เค้าไม่สามารถทำ qualify ในตอนนั้นได้

อีกหนึ่งสนามที่น่าสนใจคือ หนองคายมาราธอน ทุกช่วงระยะจะเป็นพื้นเรียบ ไม่มีเนิน แถมยังอากาศดี จึงเป็นอีกหนึ่งสนามที่น่าจับตามมอง

 

ฝากกำลังใจคนที่มีเป้าหมาย Boston Marathon Qualify

อยากบอกว่าทุกคนทำได้อยู่แล้ว อยากให้เชื่อในตัวเอง วางแผนการซ้อมให้ดี

ให้ลองจินตนาการในสิ่งที่เรากำลังจะทำ นึกภาพว่าตัวเองอยู่ในจุดที่ทำได้สำเร็จแล้ว ให้จินตนาการภาพความสำเร็จให้ชัดเจน แล้วก็เชื่อในตัวเองว่าเราทำได้

ผมเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อและกำลังใจของเรา

 

 


ขอขอบคุณ

โย โยธิน แอดมินเพจ ‘ม้าไทยไปบอสตัน’

 

รายงานโดย
Running Insider

Shopping Cart
There are no products in the cart!
Subtotal
฿
Total
฿
Continue Shopping
0