“เจคอป ไรลีย์” (Jacob Riley) ม้ามืดแห่งวงการมาราธอน USA

“เจคอป ไรลีย์” (Jacob Riley) นักวิ่งที่เคยตกงาน ไม่มีสปอนเซอร์ เศร้าและจนตรอก แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็น Elite หัวแถวฝั่งอเมริกา มาแรงที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้


เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีการแข่งขันมาราธอนที่สำคัญที่สุดแมชต์หนึ่งในสหรัฐฯ

นักวิ่งสายโหดจาก 50 รัฐ ทำการซ้อมมาอย่างดี เพื่อจะมาคัดเลือกตัวแทนมาราธอนทีมชาติ ยู.เอส.เอ ในงานนี้

“U.S. Olympic marathon trials” ที่ 4 ปีมีเพียง 1 ครั้ง

ปีนี้จัดขึ้นที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ใช้สนามที่มีประวัติศาสตร์เคยจัดโอลิมปิกมาแล้วในปี ค.ศ. 1996

แต่กว่าจะได้วิ่งที่สนามนี้ พวกเขาต้องมีฝีเท้าระดับพระกาฬ ชนิดที่ทุ่มเทสุดตัวเพราะปลายทางคือ นักกรีฑาที่เป็นหน้าตาของประเทศ

Embed from Getty Images

ปีนี้มีนักวิ่งชายชาวอเมริกันที่ผ่านเกณฑ์ได้บิบวิ่งงานนี้มากถึง 260 คน ผู้ชนะเพียง 3 คนเท่านั้น ที่จะได้รับเงินอัดฉีดและสวัสดิการหลายหมื่นหรียญฯ จากทางสมาคม

แต่นั่นคงเทียบไม่ได้กับความภูมิใจที่ได้ส่วมเสื้อกล้าม เป็นมาราธอนเนอร์ทีมชาติสหรัฐอเมริกา มีสมญาว่า “US Olympian”

งานนี้เปิดให้นักวิ่งทั่วอเมริกา ส่งผลงานเวลาอย่างหนึ่งอย่างใดที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระยะ 21K หรือ 42K

โดยนักวิ่งชายต้อง วิ่งฮาล์ฟมาราธอนที่ 1:04 ชม. หรือเร็วกว่านั้น [วิ่งเพซ 3:02/Km ในระยะทาง 21กิโลเมตร]

หรือ วิ่งฟูลมาราธอนที่ 2:19 ชม. หรือเร็วกว่านั้น [วิ่งเพซ 3:18/Km ในระยะทาง 42.195 กิโลเมตร]

สื่อมวลชนด้านกีฬาทุกสำนักในอเมริกาสนใจรายงานโปรแกรมนี้เป็นพิเศษ

หลายสำนักการล็อคเป้าไปที่การกลับมาของแกเลน รัปป์ (Galen Rupp) ที่ปีนี้เพิ่งฟื้นจากการบาดเจ็บและเพิ่งผ่านมรสุม ~ แพแตก ~ จากโครงการ Nike Oregon Project เพราะโครงการถูก Shut Down

เขาเป็นหนึ่งในตัวเต็งของงานนี้ เพราะเคยหยิบเหรียญทองแดงมาราธอนงานโอลิมปิกที่ริโอมาแล้วตอนปี 2016

Embed from Getty Images

วันแข่งอุณหภูมิ 8-11 องศาเซลเซียส ท้องฟ้าสดใส สภาพอากาศถือว่าเป็นใจไม่หนาวนัก แต่สนามนี้ส่วนใหญ่ เป็นทางเนินมีขึ้น-ลง ถือเป็นสนามเฉพาะกิจที่จัดว่าวิ่งไม่ง่ายเลย

ตลอดระยะทางกว่า 42.195 กม. ผู้ทาชิงต้องวิ่ง Up Hill ~ Down Hill บนความชัน และทางราดลง Vertical Gain 423 เมตร และVertical Loss 421 เมตร

หากจะกดกันที่เพซ 3 ไม่มีผ่อน นักรบในสนามนี้ • ต้องมีมัดกล้ามเนื้อที่ทนทานเป็นพิเศษ •

นอกจากนี้ยังมีแรงลมปะทะที่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ (19/MPH) ถือว่าลมแรงมาก ~ ว่ากันอย่างถึงที่สุด ใครทำการบ้านมาดีที่สุด งานนี้เขาคนนั้นถึงจะสมหวัง


แล้วมามืด “เจคอป ไรลีย์” เป็นใคร มาจากไหน

หนุ่มรูปร่างสูง ผิวขาว ขายาว ตาสีอ่อน ปัจจุบันอายุ 32 ปี เติบโตมาในเมืองเบลลิ่งแฮม รัฐวอชิงตัน

สมัยยังเป็นด็ก เจคบอกตัวเองเสมอว่า “ฉันนี้แหละ นักวิ่ง” เพราะเขารักมันมาก

เมื่ออายุมากขึ้น เจคเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) และแน่นอน เขาเป็นนักกรีฑาตัวแทนมหาวิทยาลัย

เจคประเดิมสนามแรกใน Chicago Marathon 2014 ทำเวลาไป 2 ชั่วโมง 13 นาที 16 วินาที [เป็นเดบิวด์มาราธอนที่แรงส์มากกกกกกก]

แต่ถึงอย่างนั้นเขาเองยังบันลานซ์ให้มาราธอนเป็นเพียง Serious hobby ไม่ใช่งานหลัก เจคทั้งทำงานประจำ แต่ก็ยังซ้อมอย่างเคร่งครัด

  • ในปี 2015 เจคเริ่มมีอาการบาดเอ็นร้อยหวายอักเสบ เจคเล่าว่า “บางครั้งมันก็ดีขึ้น แต่มันไม่เคยหายไปเลย”
  • ในปี 2016 เจคลงแข่งอีกครั้งในการคัดตัวทีมชาติ ไปโอลิมเกมส์ที่ริโอ ~ บราซิล แต่เจคก็ต้องผิดหวัง เพราะเขาจบที่ 15 ทำเวลาไป 2:18:31 ชั่วโมง เขายังห่างชั้นจาก จาเร็ด วาร์ด (Jared Ward) หนุ่มมะกันวัยเดียวกันผู้ได้อันดับที่ 3 เขาวิ่งเร็วกว่าเจคกว่า 5 นาที

Embed from Getty Images

เวลานั้น เขาเล่าย้อนว่า เขายังมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง

ผลการวิ่งในครึ่งทางแรกเจคก็พิสูจน์ตัวเองได้ว่าเขาเร็วชนิดที่ตามหลังกลุ่มหน้าสุดอยู่ที่ 7 วินาทีเท่านั้น แม้เจคจะวิ่งฮาล์ฟที่ 1:06:38 ชม. แต่ครึ่งหลังเขาพัง !

เรื่องนี้ยังคงค้างคามานานหลายปี สิ่งที่เขาเคยพยายามมาทั้งหมดยังไม่เข้าใกล้เป้าหมาย

ปีนั้น เจค คือ Loser ในคราบของมาราธอนเนอร์ ท้อแท้ สิ้นหวัง มีรถเก่าคันเดียวเทียวขับไปซ้อม

แม้มีฝีเท้าดี แต่ยังไม่ใช่ Podium Guy ที่ติด Top 10

ทำให้เจคยังไม่มีสปอนเซอร์ ซ้ำร้ายเขายังตกงาน ด้านชีวิตรักต้องเจอกับมรสุมครั้งใหญ่

เมื่อพ้นจากลู่วิ่งแล้ว หนุ่มผมสั้น หน้าตามุทะลุคนนี้ ก็มีอนาคตที่เลือนลาง เหลือแค่การซ้อมวิ่ง กดจับเวลาบนนาฬิกาเรือนเก่า

ยังดี ที่ครอบครัวให้สติกับเจคว่า “นายต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อ ก้าวไปข้างหน้า พวกเราไม่อยากเห็นนายแย่ไปกว่านี้”

“5 นาที”

เขาเชื่อว่าเร็วกว่านี้ได้อีก 5 นาที

เพราะจิตวิญญาณข้างในบอกอย่างนั้น ด้วยความที่ยังรักระยะทาง 26.2 ไมล์ บวกกับแรงขับจากข้างใน “ผมต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ ทนสภาพนี้ไม่ได้อีกแล้ว”


เดือนตุลาคม ปี 2017

เจคเก็บกระเป๋า แพ็คเอาความมุ่งมั่น กัดฟัน นำเงินก้นถุง ย้ายเมืองไปอยู่โบลเดอร์ รัฐโคโลราโด เพื่อเทรนแบบ high altitude บนที่ราบสูง

เขาพบกับโค้ชลี ทรู๊ป (Lee Troop)

โค้ชที่เคยวิ่งได้ 2:10:31 ในเบอร์ลินมาราธอน ทั้งคู่อยากพิสูจน์เรื่องยากๆ ในชีวิตของกันและกัน ว่าจะแก้ปม หยุดเวลามาราธอนที่ 2:10 ได้อีกสักครั้งไหม ?

ถ้าทำได้ มันจะเป็นที่ไหนและสนามไหน

แต่ชีวิตเจคและโค้ชก็มี Conflict มาเพิ่มอีกจนได้ ซ้อมไปยังเจ็บไป เขาต้องเลือกการหยุดยาว เพื่อพักรักษาตัวจริงจัง

ทั้งคู่นำเงินรางวัลที่ได้จากการแข่งขันไปจ่ายค่าผ่าตัด สำหรับเข้ารับการแก้ไขเอ็นร้อยหวาย และจำต้องพักฟื้นอย่างน้อยสามเดือน แคนเซิลการแข่งขันทุกรายการอย่างไร้จุดหมาย

View this post on Instagram

A post shared by Jake Riley (@jakebillriley) on

หลังผ่าตัด อาการเอ็นรอยหวายฉีก ( Achilles) ส่งผลให้เขายังลงน้ำหนักที่เท้าไม่ได้ ต้องเข้ายิมเพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ ตอนกลับไปวิ่งจะได้ไม่ยาก เจคเล่าว่า

“มันคือช่วงที่ต้อง Reset ทั้งร่างกายและวิธีคิด ผมต้องเริ่มจาก

จ็อกกิ้ง 1 นาที เดิน 9 นาที

จ็อกกิ้ง 2 นาที เดิน 8 นาที

จ็อกกิ้ง 3 นาที เดิน 7 นาที

ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ”

ทรู๊ป ยังเสริมอีกว่าพวกเราต้องเผื่อเวลาไปอีกปีและต้องใช้ความอดทนอย่างมากกว่าจะกลับมาเข้าตารางเดิมได้ เจคต้องรอ และ รอ เท่านั้น

อดทนไว้ ใจต้องนิ่ง เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่


มาราธอนแรกหลังจากการผ่าตัด “COMEBACK IS REAL”

เปิดมาเจคก็ทำ New PB 2:10:36 ที่ Chicago Marathon 2019 ได้อันดับที่ 9 ของสนาม

เหตุการณ์นี้เองทำให้ เจคประกาศชัยชนะได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะเป็นนักวิ่งอเมริกันคนแรกของรายการนี้ที่พุ่งเข้าเส้นชัย

เจค คนเดิม ยังปักธงเป็นนักวิ่งชายในรุ่นอายุ 30-34 ปี

เขาวิ่งแบบไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน แสดงให้เห็นว่าถึงเป็นนักวิ่ง Low Profile ที่ไม่มีสปอนเซอร์หรือแบรนด์ใดมาสนับสนุน เขาและโค้ชก็สามารถกด 2:10 ได้สำเร็จกับตา หลังจากรอคอยมา 2 ปี

View this post on Instagram

A post shared by Jake Riley (@jakebillriley) on

ความรู้สึกมันบอกว่า เขากลับมาแล้ว

ถึงเวลา “วิ่ง” ตามความฝันอีกครั้ง

เวลาที่เขาทำไว้ในชิคาโก้ ส่งเขาเข้าไปคัดตัวที่แอตแลนตาโดยอัตโนมัติ เขากับโค้ชลีมีรอบการซ้อมอีก 1 รอบใหญ่ในเวลา 4 เดือนเศษ

ทีมนี้ต่างรู้ดีกว่าจำเป็นต้องวิ่งให้เร็วกว่าที่ชิคาโก้ หรือทำ Sub 2:10 เท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ลุ้นโพเดียมในงานใหญ่งานนี้ได้

เจคยังคงซ้อมต่อไป ด้วยระยะทางสะสมต่อสัปดาห์ประมาณ 180 กม.

Quality Session จากโค้ชลี ก็คือการซ้อม “Up Tempo” ระยะทาง 18 ไมล์ (29 กม)

  • แบ่งออกเป็น 3 ไมล์ Easy Run
  • ตามด้วย 3 ไมล์ เพซ 6.0 นาที/ไมล์ (เพซ 3.4 นาที/กม)
  • ตามด้วย 3 ไมล์ เพซ 5.4 นาที/ไมล์ (เพซ 3.3 นาที/กม)
  • ตามด้วย 3 ไมล์ เพซ 5.2 นาที/ไมล์ (เพซ 3.2 นาที/กม)
  • ปิดท้ายด้วย 6 ไมล์ เพซ 5 นาที/ไมล์ (เพซ 3.06 นาที/กม)

ตัดภาพไปวันแข่ง

เจค วิ่งโดยส่วมเสื้อสโมสร Boulder TC (Track Club) เสมือนเป็นตัวแทนกำลังใจจากเพื่อนๆ และโค้ช

แน่นอนว่าการวิ่งครั้งนี้ คือ การลบล้างบาดแผลในวันวาน เจคในวัย 32 ปี ไม่เหมือนเจคที่มุทะลุ ตอนอายุ 28 คนนั้น ในวันแข่ง แผนเดียวจากโค้ชลี คือ พยายามเกาะกลุ่มไว้ เลยหลักกม. 30 เมื่อไร ใส่เต็มที่

ทว่าการแข่งจริงไม่ง่าย ที่เพซ 3 ต้นๆ ต่างคนต่างเบียดกันที่จุดให้น้ำ แน่นอนว่า เจคมีพลาดเช่นกัน

กม. 32 กลุ่มนำทิ้งห่างเจคไปไกลถึง 40 วินาที เขาต้องวิ่งอยู่คนเดียว มีแค่ตัวกับหัวใจ ใน No man’s land

Embed from Getty Images

การวิ่งครั้งนี้ของเขาปิดแก๊บไล่หลังแกเลน รัปป์ อยู่ที่ 42 วินาที

ฟอร์มการวิ่งสุดโหดของเจค ที่ถูกถ่ายทอดสดไปยังผู้ชมทั่วอเมริกาก็คือ

จังหวะสุดท้ายที่เขาตัดสินใจจบเกมส์ วิ่งดาวน์ฮิลล์แบบตายเป็นตาย ขึ้นแซง “Abdi” นักวิ่งฝีเท้าดีจากไนกี้ ที่นำเจคมาตลอดเกมส์

ก่อนแข่ง โค้ชลี ปลุกพลังในตัวเขาด้วยคำว่า

“นี่คือความฝันของนาย นายต้องวิ่งไปหามัน อย่าวิ่งหนีมัน เจค”

ระหว่างแข่ง เขาปลุกพลังในความคิดด้วยคำพูดซ้ำๆ ว่า

“There’s no next time”

“ครั้งต่อไปไม่มีอีกแล้ว”

“ต้องตอนนี้แหละ นี่แหละโอกาสของข้า”

ชุดคำพูดนี้เองแหล่ะครับ ทำให้นักกีฬาโนเนม “เจคอป”

เร่งเครื่อง ติดไนตรัส

โฟกัสกับช่วงก้าว ตบเท้า

ผ่านเส้นชัย คว้าตั๋วไปโอลิมปิก 2020

คู่นี้ประชันพลังกันชนิดที่เดือดพลั่กๆ ทว่าเจคก็ปิดฉากสุดท้ายได้สวยสดงดงาม ขยับความเร็วเฮือกสุดท้าย ขึ้นนำได้ 1 วิ. ชนะไป 2:10:02 ต่อ 2:10:03 ครับ

Embed from Getty Images

1 ชั่วโมง 05 นาที 42 วินาที ผ่านครึ่งทาง !

2 ชั่วโมง 10 นาที 2 วินาที ผ่านเส้นชัย !

เป็น negative splits ที่ 40 วินาที !

ถือว่ายอดเยี่ยมจริง ได้ New PB


ความฝันที่จะไปโอลิมปิก เขาทำสำเร็จลงได้ หลังจากฝ่ามรสุมชีวิตมา 4 ปี เมื่อเจอหน้าโค้ชลี ที่หลังเส้นชัย คำแรกที่โค้ช พูดกับเจค คือ

“I told you, oh my god. I told you”

“ฉันบอกนายแล้ว โอ้ มายก๊อด ฉันบอกนายแล้ว ….”

นี่คือ หนึ่งในฉากที่ทรงพลังใน US Olympic Trials 2020


เรื่องราวของหนุ่มคนนี้ กำลังบอกโลกว่า

อดทน • ฝึกฝน • มุ่งมั่น • และจงกัดไม่ปล่อย

ความพยายามเท่านั้น จะทำให้ฝันเป็นจริง

จำชื่อเขาไว้ครับ

“เจคอป ไรลีย์”

Embed from Getty Images


“ชมฟอร์มการวิ่งที่สุดยอดก่อนเข้าเส้นชัยของเจคได้ที่นี่”

Shopping Cart
There are no products in the cart!
Subtotal
฿
Total
฿
Continue Shopping
0