คุยกับ เน-สุวจนา นักวิ่งนักอ่าน กับเป้าหมายคือการวิ่งอย่างยั่งยืนไปตลอดชีวิต

“เราอยากวิ่งเพราะเราอยากวิ่ง  วิ่งไปเรื่อยๆ วิ่งที่บ้าน ตื่นเช้ามาวิ่ง อยากวิ่งตอนไหนก็วิ่ง ตอนแรก ไม่คิดว่าตัวเองจะรักการวิ่งขนาดนี้ ตอนนี้ การวิ่งของเนเหมือนการอาบน้ำ แปรงฟัน กินข้าว”

นี่คือเรื่องราวของคุณ เน-สุวจนา พินิจชัชวาล แอดมินเพจ ฉัน หนัง สือ  หญิงสาวร่างเล็กที่ผ่านการสนามเทรล 50km ผู้ที่รักการอ่านและการวิ่ง ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเน หญิงสาวที่หลงรักการวิ่ง ถึงขนาดที่ทำให้คุณเนรู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ เรื่องราวนี้น่าสนใจมาก พวกเราอยากนำบทสนทนานี้มาเล่าให้เพื่อนฟังครับ

 

รู้จักกับการวิ่งของหญิงสาวคนนี้

สวัสดีค่ะ ชื่อ เน-สุวจนา พินิจชัชวาล วิ่งมาได้ 6-7 ปี ตอนนี้ทำเพจ ฉัน หนัง สือ อาชีพหลักเป็น Content Manager อยู่บริษัท Online Agency แห่งหนึ่ง

การเริ่มต้นวิ่งของเนก็คล้ายกับหลายคน เนื่องจากการทำงานหนัก ทำให้ร่างกายอ่อนแอ มีความเครียดสะสม มีโรคประจำตัว ทั้งไมเกรน ทั้งกรดไหลย้อน

อยากจะเริ่มออกกำลังกายเพื่อซ่อมร่าง เนเริ่มต้นด้วยการสมัครฟิตเนส รู้สึกว่าสิ่งที่เราชอบมากคือการวิ่งบน treadmill

เมื่อเพื่อนๆ หลายคนทราบ ก็ชวนออกมาวิ่งบนถนน จากนั้นก็อัปเลเวล ลงงานมินิมาราธอน ตามสูตร ตอนนั้นพอลงวิ่งครั้งแรกก็ติดใจ หางานวิ่งลงอีก เริ่มซ้อมอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น

 

ทำไมถึงติดใจการวิ่งล่ะ?

ชอบการวิ่งเพราะว่ามันง่าย ใช้รองเท้าแค่คู่เดียว ทำได้เองคนเดียว ไม่ต้องรอใคร (แต่ตัดภาพมาที่จำนวนรองเท้าตอนนี้….)

เป้าหมายของเนได้บรรลุอย่างสวยงาม ร่างกายกระฉับกระเฉงสดชื่น แข็งแรง ไมเกรนหาย ไม่ป่วย รูปร่างดีขึ้น น้ำหนักลดลง

พอเราวิ่งเป็นประจำ มันก็ดูเฟรชจากข้างใน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดมาก รวมถึงในด้านกำลังใจ พอเราวิ่งได้ไกลขึ้น เราเห็นว่าเราทำได้ เราก็จะอยากเปลี่ยนแปลงด้านอื่นในชีวิตให้ดีขึ้น

เหมือนการวิ่งที่เราทำได้ จนสุดท้ายเราได้ค้นพบตัวเองในอีกด้านหนึ่ง ว่าเราแข็งแรงกว่าที่ตัวเองคิด

 

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญของเนที่เริ่มชอบกีฬาชนิดนี้ เพราะเป็นโอกาสที่ทำให้เราอยู่กับตัวเอง ทุกวันเราทำงาน เราต้องคุยกับคนนู้นคนนี้ มันมีช่วงเวลาน้อยมากเลยที่เราได้อยู่กับตัวเอง พอเรามาวิ่งวันละครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง

มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้หยุดนิ่งจากสิ่งรอบข้าง
เราถามตัวเองว่าวันนี้เป็นไง สบายดีมั้ย สบายใจหรือเปล่า

ในตอนแรกก็มีเป้าหมายในการ challenge เราอยากท้าทายตัวเองว่า วิ่งได้เร็วขึ้น ไกลขึ้น ซ้อมวิ่งหนักขึ้น เพื่อที่จะวิ่งระยะอัลตร้า

จนได้ผ่าน 50km ในงานโคลัมเบีย เทรล มาสเตอร์ เนเป็นคนที่จะต้องซ้อม ต้องวางแผน มีโค้ชแนะนำ

ในช่วงที่ซ้อมเตรียมแข่ง ก็มีตารางซ้อม 4 วันต่อสัปดาห์ ทำงานเสร็จเดินไปซ้อมที่สวนลุม ทำให้การผ่านแต่ละด่านนั้นไปได้อย่างมีขั้นมีตอน

…ซึ่งยากนะ บางทีมีทั้งเครียด และกดดัน

 

เนทำงานที่ไม่ได้มีเวลา เข้า-ออกงานตามเวลาเป๊ะๆ บางทีก็เลิกดึก ก็ต้องซ้อมให้หลุดจากตารางน้อยที่สุด สัปดาห์ไหนที่วันธรรมดาไม่ได้วิ่งเลย เสาร์-อาทิตย์ก็ไปซ้อมที่สวนลุม เน้นวิ่งยาว

สิ่งเหล่านี้เราผ่านมาหมดแล้ว เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ตอนนี้ สิ่งที่เกินความคาดหมายเกิดขึ้นในโลกของเนคือการที่เรามีเป้าหมายว่า

…เราจะวิ่งไปเรื่อยๆ

เรารู้สึกว่าเราอยากวิ่งเมื่อไรก็วิ่ง เราสบายใจ

ตอนเนซ้อมโคลัมเบียเทรล 50km เนซ้อมเพื่อให้จบ มันก็มีความเครียด มีความกดดันในขณะที่ซ้อม

 

แต่เราค้นมาพบว่าเรารักการวิ่ง เราไม่ได้รักการออกไปงานวิ่ง  เราไม่ได้ชอบงานวิ่งเพราะว่าเราต้องแต่งตัวหรือว่าเจอผู้คน เราไม่ได้มี passion ในเรื่องของการท้าทายตัวเอง วิ่งไปเรื่อยๆ วิ่งที่บ้าน ตื่นเช้ามาวิ่ง อยากวิ่งตอนไหนก็วิ่ง

 

วิ่งไปเรื่อยๆ ไปจนแก่… 

 

เนไม่คิดว่าตัวเองจะรักการวิ่งขนาดนี้ ตอนนี้การวิ่งของเนคือเหมือนการอาบน้ำ แปรงฟัน กินข้าว

มันเป็นสิ่งที่ทำประจำแบบไม่รู้สึกอึดอัด เราวิ่งเยอะกว่าตอนที่เราซ้อมไปงานซะอีก เมื่อไม่มีตารางซ้อม ไม่มีเป้าหมายที่จะต้องไปลงงานนั้นงานนี้ 

…เราไม่กดดัน

 

ปีนี้ตั้งใจว่าวิ่งให้เดือนละ 100km ก็ทำได้สองเดือนแล้วนะ ไม่มีแพลนว่าจะต้องวิ่งช้าหรือวิ่งเร็ว interval หรือ tempo เราดูความเหมาะสมในแต่ละวัน เรานอนน้อย งานเยอะ ก็หยุดเพื่อพักผ่อน ไม่กดดันตัวเองเกินไป ซึ่งมันทำให้เราทำไปเรื่อยๆ

 

มีหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องวิ่งเล่มไหนน่าสนใจบ้าง

ถ้าเป็นนักเขียนไทย ก็เป็นของคุณ คามิน คมนีย์ เค้าเป็นนักเขียนและนักวิ่งที่เก่งมาก หนังสือชื่อว่า ‘เย็นวันเสาร์ ถึงเช้าวันอาทิตย์’ และ ‘หัวใจเท้า’

 

เนชอบตรงที่การเขียนบันทึกเรื่องราวการวิ่ง เป็นการบันทึกเรื่องราวที่เค้าไปวิ่งในแต่ละจังหวัด เค้าเขียนประสบการณ์อย่างละเอียดน่าติดตาม ไปงานวิ่งแต่ละงานมีการหาที่นอนอย่างไร เรื่องอาหาร เรื่องเพื่อนร่วมทางที่เค้าพบเจอ

เป็นการเขียนบันทึกการวิ่งเชิงสารคดีที่สนุกมากๆ

 

ถ้าเนมีเพื่อนที่กำลังหัดวิ่ง แล้วอยากซื้อหนังสือให้สักเล่ม เนอยากจะยื่น ‘เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง’ ของมุราคามิ ให้กับเพื่อนของเนคนนั้น

 

…เล่มนี้หนึ่งใจดวงใจเลย

เนรู้สึกว่าการวิ่งของมุราคามิเข้มข้นมาก เค้าเป็นคนจริงจัง ไม่ว่าเค้าจะเขียนหนังสือหรือจะวิ่ง เค้าจะเขียนบันทึกเหตุการณ์ที่เค้าวิ่งทุกวันผ่านไปแต่ละที่ โดยที่ไม่ได้คิดจะแข่งกับใคร เค้าสู้กับจิตใจกับตัวเอง เป็นการเริ่มวิ่งที่คล้ายกับหลายคน

 

งานเขียนของเขาน่าสนใจตรงการลงรายละเอียด ตั้งแต่ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ ตอนนี้รู้สึกอย่างไร เม็ดเหงื่อผุดออกมาจากผิวหนัง กล้ามเนื้อที่แตกสลายในขณะวิ่ง

เค้าถ่ายทอดออกมาได้ละเอียดมาก ราวกับว่าเรากำลังสวมบทเป็นมุราคามิที่วิ่งอยู่

รวมไปถึงการสอดแทรกในเรื่องของการฝึกซ้อม การดูแลร่างกาย ซึ่งใครที่กำลังเริ่มวิ่ง passion กำลังมา อยากให้ลองอ่านเล่มนี้มาก ห้ามพลาด หลายคนอาจมีไอดอลเป็นตัวบุคคล แต่สำหรับเนเอง ได้รับแรงบัลดาลใจได้รับมาจากหนังสือ

 

ชีวิตการวิ่งของเนกับหนังสือหนึ่งเล่ม

การวิ่งของเนจะเหมือนกับ The Little Book of Ikigai ของอาจารย์เคน โมงิ (Ken Mogi) อิคิไกมาจากคำสองคำ คือ 

  • อิคิ แปลว่ามีชีวิตอยู่
  • ไก หมายถึงคุณค่าหรือความหมาย

รวมกันคือความหมายของการมีชีวิตอยู่

 

การวิ่งของเนมันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ถึงแม้บางครั้งมันจะเหนื่อย เจ็บ แต่มันเป็นสิ่งที่เรารัก ทำแล้วมีความสุข

การวิ่งเป็นอิคิไกของเน มันทำให้ชีวิตมีความหมาย เป็นสิ่งที่ทำได้เรื่อยๆ ทำได้ทุกวันโดยไม่กดดัน เป็นความสุขที่เราสร้างได้เองในทุกวัน ถือว่าเป็นอิคิไกอย่างหนึ่ง

ตอนนี้หลายคนอาจจะไม่ได้ไปงานวิ่ง เนอยากให้ทุกคนลองวิ่งที่บ้าน วิ่งเองง่ายๆ เราอาจจะค้นพบว่าตัวเองชอบการวิ่งแบบง่ายๆ ที่บ้าน มากกว่าการกดดันในเรื่องของระยะ หรือเวลาที่เร็วขึ้น

เมื่อเราได้พบจุดที่ชอบในการวิ่ง จะทำให้การวิ่งของเรายั่งยืน ทำให้การวิ่งเป็นกิจวัตรประจําวัน

จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต…


ขอขอบคุณ

เน-สุวจนา พินิจชัชวาล แอดมินเพจ ฉัน หนัง สือ 

 

รายงานโดย
Running Insider

Shopping Cart
There are no products in the cart!
Subtotal
฿
Total
฿
Continue Shopping
0